วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สตร์อม เซิร์จ มหันตภัยของคนกทม.และคนชายฝั่ง

สตร์อม เซิร์จ มหันตภัยของคนกทม.และคนชายฝั่ง

ประกาศ ระวัง"สตอร์ม เซิร์จ" ถล่มชายฝั่ง-ซัดถึงกรุง







ก่อนหน้านี้ทางผู้เชี่ยวชาญของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนว่าในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค.นี้ อาจจะมีพายุขนาดใหญ่พัดถล่มด้านอ่าวไทยไล่ตั้งแต่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.เพชรบุรี ทำให้เกิด "สตร์อม เซิร์จ" (Storm Surge) เป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูงขึ้น ไหลทะลักเข้ามาถึงบริเวณปากอ่าวเจ้าพระยา เข้าท่วมขังพื้นที่กทม. และกว่าจะไหลย้อนกลับสู่ทะเลต้องใช้เวลานานกว่า 2-3 สัปดาห์

มูลนิธิ ดร.สุรพล สุดารา นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลของประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาเรื่อง "สตร์อม เซิร์จ" มหันตภัยของคนกทม.และคนชายฝั่ง เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ

น.อ.กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ อธิบายว่า สตอร์ม เซิร์จ คือ คลื่นพายุซัดฝั่ง หรือระดับน้ำทะเลที่ยกตัวสูงขึ้น จากการเคลื่อนตัวเข้ามาของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงของพายุหมุน หรือมวลน้ำที่ยกระดับสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนตัวผ่านเข้าไปในบริเวณนั้นๆ

ตามความหมายของนักอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง คือ "พายุหมุนโซนร้อน" นั่นเอง


การเกิดพายุหมุนโซนร้อนมี 3 สาเหตุ คือ






1.ลมแรงมากบวกคลื่นในทะเลสูงมาก

2.ความกดอากาศต่ำอย่างรุนแรงที่ศูนย์กลางของพายุ

3.ฝนตกหนักเกิดการเคลื่อนตัวของน้ำจากทะเล

ส่วนตัวการที่ทำให้เกิดความเสียหายจากสตอร์ม เซิร์จ น.อ.กตัญญูอธิบายว่า 1.ลมแรงจากพายุ 2.คลื่นสูง 3.ระดับผิวหน้าน้ำทะเลที่ยกตัวสูงขึ้นจากปกติ ถ้าพื้นที่ชายฝั่งเป็นบริเวณน้ำลึกน้ำทะเลก็สามารถกระจายออกไปได้ โดยน้ำจะสูงขึ้นอย่างช้าๆ แต่ถ้าบริเวณชายฝั่งเป็นที่ตื้น น้ำทะเลไม่สามารถจะกระจายออกไปทางไหนได้ น้ำจะสูงขึ้น และการกระจายตัวของมวลน้ำก็ขึ้นมาบวกความรุนแรงของพายุหมุนโซนร้อน


พร้อมทั้งยกตัวอย่างสตอร์ม เซิร์จ ที่เคยเกิดขึ้นสูงกว่า 3.7 เมตร หรือประมาณ 12 ฟุต จากพายุเฮอริเคน ออเดรย์ ในปี ค.ศ.1957 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 390 คน ในพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นพื้นที่ราบตะวันตกเฉียงใต้ของมลรัฐหลุยเซียน่า สหรัฐอเมริกา และดันให้มวลน้ำไกลเข้าไปในฝั่งได้ถึง 40 กิโลเมตร หากพื้นที่ราบไม่มีสิ่งกีดขวางคลื่นจะกวาดเข้าไปได้ลึกและปริมาณน้ำท่วมจะขึ้นอยู่กับความสูงของระดับน้ำ


ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กล่าวต่อว่า อ่าวไทยเป็นพื้นที่มีความลาดชันน้อย ระดับความสูงของสตอร์ม เซิร์จ อาจสูงมากกว่าปกติ สำหรับ พื้นที่ กทม.และบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยมีโอกาสเสี่ยงต่อภัยพิบัติจากพายุหมุนโซนร้อนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.ของทุกปี ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นกว่าระดับปกติ เกิดลมพายุพัดแรง และฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง

โดยชายฝั่งด้านอ่าวไทยน่าเป็นห่วง เพราะอาจเกิดการเคลื่อนตัวของมวลน้ำโถมเข้าชายฝั่งดังกล่าวจนเข้ามาถึงพื้นที่ กทม.และ จ.สมุทรปราการ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และอาจส่งผลกระทบต่อระบบประปาและแหล่งน้ำจืดในชั้นใต้ดิน

ด้านนายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ศูนย์พิบัติภัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเกิดสตอร์ต เซิร์จ มาแล้วหลายครั้ง เช่น พายุไต้ฝุ่นเกย์ และลินดา แต่ไม่มีความรุนแรงทำลายล้างเหมือนในต่างประเทศ ในอนาคตจะเกิดหรือไม่ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนได้

แต่จากภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิน้ำมหาสมุทรที่สูงขึ้น ทำให้จำนวนพายุที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากน้ำแข็งในทวีปต่างๆ เริ่มละลาย และอุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรสูงขึ้น สอดคล้องกับจำนวนและความรุนแรงของพายุที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีความถี่มากขึ้นจาก 2.8 ลูกต่อปี เป็น 4.2 ลูกต่อปี ดังนั้นมนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ ไม่ควรเอาชนะธรรมชาติ โชคดีที่ระบบเตือนภัยในปัจจุบันสามารถแจ้งเตือนพายุล่วงหน้าได้เป็นสัปดาห์ จึงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

นายธนวัฒน์กล่าวว่า ส่วนแนวทางการลดพิบัติภัยทำได้หลายแนวทาง เช่น การสร้างแนวป้องกันทางทะเลและชายฝั่งเพื่อลดพลังงานของพายุ การสร้างกำแพงป้องกันคลื่น การปลูกป่าชายเลน

"สตอร์ม เซิร์จ มันมากับพายุ เราต้องเข้าใจการเกิดพายุโซนร้อนก่อน ว่าคือหย่อมความกดอากาศต่ำที่มีรูอยู่ตรงกลาง หรือตาของพายุ และข้างๆ มีความกดอากาศสูง มันก็จะดันให้น้ำขึ้นไปข้างบน สตอร์ม เซิร์จ ถ้าอยู่ในทะเล หรือระดับน้ำในทะเล จะราบเรียบเท่ากันหมด แต่ตรงตาของพายุจะสูงกว่าปกติ เราจึงเรียกตรงตาของพายุตรงนี้ว่าสตอร์ม เซิร์จ และมีระดับความรุนแรงแบ่งออกเป็น 5 ระดับ"

อาจารย์ธนวัฒน์ระบุว่า ถ้าระดับ 4 เหมือนกับพายุนาร์กีส ที่ถล่มประเทศพม่า ก็เป็น สตอร์ม เซิร์จ มีความเร็วลม 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหมือนกับเอาน้ำที่มีขนาดใหญ่มากสาดไปอย่างแรงมันก็พังหมด ส่วนจุดอันตรายที่สุดที่อยากเตือน คือ จ.เพชรบุรี ไปถึง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา จะเกิดบ่อยที่สุด รองมาคือ กทม.โอกาสเกิดน้อยกว่า แต่ก็มีโอกาสเกิดได้

ด้าน รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า สตร์อม เซิร์จ ถือเป็นเรื่องใหม่ และหากเกิดขึ้นและซัดฝั่งอ่าวไทยจริง ทาง กทม.เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว โดยมีแผนระบายน้ำท่วม การแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง และแผนปฏิบัติการก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ มีหน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนของสำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา และสำนักงานเขต เตรียมพร้อมประจำทุกพื้นที่ รวมถึงมีระบบสื่อสารการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดสตอร์ม เซิร์จ ขึ้นเมื่อใด แต่อาจจะเกิดขึ้นได้หากสภาวะอากาศและสภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการศึกษาและหาแนวทางร่วมกันแก้ปัญหา และอพยพประชาชนออกจากบริเวณเกิดเหตุ

อยู่บ้านคนเดียวบ้างก็ดี

เริ่มจากการใช้เวลาอยู่กับตัวเองวันละเล็กวันละน้อย เริ่มจากวันละ 1 นาทีจนเป็นชั่วโมง


"ฉันชอบอยู่บ้านคนเดียว ชอบดูทีวีคนเดียว กินข้าวคนเดียว หรือแม้กระทั่งไปดูหนัง เดินเล่นคนเดียวในวันหยุด" ถ้าเป็นคุณ คุณคิดว่าพฤติกรรมของสาวคนนี้ดูขมขื่นไปมั้ย

หากคำตอบ คือ ใช่ เราขอให้คุณเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะการอยู๋คนเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนที่มีปัญหา ไม่มีคนคบ แต่นั่นอาจเป็นวิธีสำหรับคนฉลาดในการรู้จักให้เวลากับตัวเองก็ได้

"การอยู่คนเดียว" ในที่นี่ ไม่ได้หมายรวมถึงว่า คุณต้องปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นถือเป็นด้านหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ขณะที่เราต้องรู้จักสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณต้องรู้จักให้เวลากับตัวเองบ้าง

1. เพื่อค้นพบตัวเอง


การใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาพอที่จะค้นหาตัวตน และเข้าใจความเป็นตัวคุณมากที่สุด บางครั้งคนเรามัวแต่ชื่นชมกับศาสตร์ที่พยายามจะเข้าใจคนอื่น แต่ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การเข้าใจตัวเองต่างหาก รู้ว่าจริงๆแล้วเราชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยปราศจากอิทธิพลจากภายนอกมาเกี่ยวข้อง

2. เพิ่มความนับถือในตัวเอง

การอยู่คนเดียวเป็นการเพิ่มอิสระให้กับตัวคุณ รวมทั้งยิ่งถ้าคุณได้ใช้ความเป็นตัวคุณเลือกและตัดสินใจอะไรด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวคุณไปอีก ซึ่งมันจะค่อยแทรกซึมไปสู่การใช้ชีวิตด้านอื่นๆของคุณด้วย โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น

3.บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้การประนีประนอม

บ่อยครั้งที่คนเราพยายามใช้ความประนีประนอมเมื่อต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เรามักจะอดทนทำงานร่วมกับคนอื่นเพื่อให้บรรลุข้อตกลงหรือเป้าหมายใดๆ แทนการใช้เวลานั่งกินอาหารค่ำพร้อมดูรายการทีวีสุดโปรด เพราะบางครั้ง การใช้เวลากับตัวเองก็เหมือนการปล่อยให้เราได้ตามใจตัวเอง ทำในสิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่เรารักโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

4.ทำให้ตัวเองกลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นอีกครั้ง

จะมีซักวัยมั้ยที่คุณเลือกหลบหนีจากผู้คน เพื่อปลดปล่อยความเป็นตัวุณ ทิ้งความเครียดไว้เบื้องหลัง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วงเวลานั้นเหมือนเป็นการ รีสตาร์ท เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวคุณได้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่คนอื่นต่อต้าน

5.มีมุมมองที่สดใส

การอยู่กับตัวเองทำให้คุณมีเวลาที่จะชำระล้างจิตใจ สลัดความคิดทั้งปวง และเป็นการเปิดให้เห็นความรู้สึกที่มาจากใจของคุณ โดยปราศจากอิทธิพลของคนอื่น เป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้สะท้อนดูว่าอะไรรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของคุณ และจริงๆแล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ในชีวิตประวันที่คุณต้องเผชิญเป็นประจำ

6. เห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณรักมากขึ้น

การอยู่คนเดียวเป็นการปลดปล่อยตัวคุณให้มีช่วงเวลาที่จะได้ซาบซึ้งกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนอื่น ยิ่งถ้าคุณไม่เคยมีเวลาที่อยู่กับตัวเอง คุณย่อมปรารถนามัน ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องหาสมดุลระหว่างมันให้ได้ เพราะหากคุณสามารถทำได้ คุณจะมีความสุขกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วพบว่าการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย แนะนำให้คุณเริ่มจากการใช้เวลาอยู่กับตัวเองวันละเล็กวันละน้อย เริ่มจากวันละ 1 นาทีจนเป็นชั่วโมง และหลังจากรฝึกฝนไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่ามันจะมาเองตามธรรมชาติในที่สุด

ค้าหาข้อมูลทั่วโลกได้ที่นี่